|
เหยื่อจากการทารุณกรรมในประเทศจีนยังไม่สิ้นสุด ความลับเกี่ยวกับการที่ประเทศจีนเป็นแหล่งรวมการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะมนุษย์ และส่งอวัยวะต่างๆไปยังประเทศใกล้เคียง เช่นประเทศไทย ได้รับการเปิดเผยแล้ว โรงพยาบาลต่างๆนับหมื่นๆแห่งทั่วโลกได้รับอวัยวะเปลี่ยนจากประเทศจีน และประเทศไทย ได้รับการยืนยันตลอดมาว่าอวัยวะเหล่านี้ได้มาโดยถูกกฎหมาย พวกเขา และคนไข้จะรู้สึกอย่างไรเมื่อทราบถึงความอำมหิตจากกระบวนการเก็บเกี่ยวอวัยวะเหล่านี้ แม้ว่าอวัยวะจากผู้ฝึกฝ่าหลุนกงจะคิดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของยอดรวมที่ใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ มีทางใด้บ้างที่จะสามารถคลายความกังขาของพวกเขาเหล่านี้ พวกเขาต้องการค้นหาความจริงนี้หรือไม่ หรือต้องการรับความกังขาเช่นนั้น ต่อไปและเลิกกล่าวถึง “การเปลี่ยนอวัยวะในประเทศจีน” ไปตลอดกาล
แพทย์อีกคนหนึ่งกล่าวเมื่อเร็วๆนี้ว่า การนำเอาอวัยวะออกจากร่างของผู้ที่ยังมีชีวิตเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทั่วประเทศจีน ยังมีค่ายอย่างซูเจี๋ยตั้นอีกเท่าใดในประเทศจีน
อันที่จริงแล้ว เนื่องจากเราต่างก็จงเกลียดจงชังกับอาชญากรรมลักษณะนี้ซึ่งความเป็นมนุษย์ของพวกเรา บอกให้เราประกาศคำมั่นว่า “ไม่เอาแล้ว!” หลังจากตื่นตะลึงกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คำมั่นนี้ยังคงกังวานอยู่ในโสตประสาทของผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดังกล่าว พวกเรารับรู้ได้อย่างถ่องแท้กับเหตุการณ์สลดในครั้งนี้ ใช่หรือไม่ เราจะอธิบายเรื่องราวเหล่านี้ให้แก่ตัวเอง และลูกหลานว่า เราได้รับทราบถึงกระบวนการถอนรากถอนโคนฝ่าหลุนกงอย่างเป็นระบบซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 6 ปีได้อย่างไร และเราจะยอมให้สถานการณ์ลุกลามไปจนเกิดโรงงานเก็บเกี่ยวอวัยวะมนุษย์อย่าง ซูเจี๋ยตั้น ได้อย่างนั้นหรือ
ไม่ใช่ว่าไม่มีข้อมูล แม้แต่ช่วง กรกฎาคม 2542 ผู้ฝึกฝ่าหลุนกงในประเทศจีนต้องแบกรับความเสี่ยงอย่างถึงที่สุดเพื่อรวมรวม และส่งข้อมูลสถานการณ์รายวันสู่ประชาคมโลก ข้อมูลเกี่ยวกับการขยายตัวและการเพิ่มระดับความรุนแรงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน ผู้ฝึกฝ่าหลุนกงในต่างประเทศทำงานหนักที่สุด เพื่อกระจายข้อมูลเหล่านี้ต่อรัฐบาล สื่อมวลชน นักคิด และองค์การสหประชาชาติ และประชาคมโลกเพื่อเรียกร้องให้ทั่วโลกหันมาใส่ใจในจุดนี้
|
 |
|
รายงานของสหประชาชาติ
|
ไม่ใช่ว่าข้อมูลที่มีอยู่จะไม่หนักแน่นพอ ในช่วงสองสามปีมานี้ บรรดาตัวแทนพิเศษในองค์กรอย่างสหประชาชาติ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้ออกรายงานประจำปีซึ่งเปิดเผยถึงกรณีตัวอย่างเกี่ยวกับการทรมาน และสังหารผู้ฝึกฝ่าหลุนกงโดยรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ ตัวแทนพิเศษ แอสมา ยาฮัง เขียนในรายงานปี 2546 เรื่อง “ความโหดเหี้ยม และความอำมหิต เกี่ยวกับการทารุณกรรมที่สุดจะหาคำบรรยาย” 15 ตุลาคม 2547 ตัวแทนพิเศษ 7 คน ส่งจดหมายร่วม ไปยังประเทศจีนเพื่อบรรยายการรับรู้ของพวกเขาเกี่ยวกับการประทุษร้ายฝ่าหลุนกง ตัวแทนพิเศษเหล่านี้ เป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการยกย่องด้านสิทธิมนุษยชน งานวิจัย และความคิดเห็นต่อรัฐบาลจีนเกี่ยวกับการประทุษร้ายฝ่าหลุนกง ได้รับการตีพิมพ์นับล้านฉบับ เพื่อเผยแพร่สู่รัฐบาล และสื่อมวลชนทั่วโลก
ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอย เหมือนตอนที่ข้อมูลเกี่ยวกับฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ถูกละเลย และมองข้าม เนื่องจากลักษณะตามธรรมชาติข้อมูลเหล่านี้ขาดหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน” และ “แหล่งข่าวที่ขาดความเป็นกลาง” จากผู้ฝึกฝ่าหลุนกงที่ประสบชะตากรรมเหมือนๆกัน ประวิติศาสตร์ยังคงแสดงว่าความป่าเถื่อนเกิดขึ้นเมื่อสื่อมวลชนไปตีแผ่ข้อมูลสู่สาธารณะ เมื่อสัญญาณอันตรายถูกมองข้าม เนื่องจากสัญญาณนี้ “ไม่สมบูรณ์” หรือ “ไม่หนักแน่นพอ” หรือ “มาจากแหล่งข่าวที่ขาดความเป็นกลาง”-เมื่อคนชั่วเผยแพร่คำเท็จ เมื่อความเงียบเปิดช่องโหว่ให้พวกชั่วร้ายดำเนินการตามอำเถอใจ
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ก็ใช่ว่าจะซ้ำรอยเดิมทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์
ในปัจจุบัน ไม่มีการประเด็นด้านความมั่นคง และการเผชิญหน้ากันทางความคิดเหมือนก่อน ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรไม่ได้มุ่งที่การช่วยเหลือเหยื่อจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อย่างน้อยพวกเขาก็ต่อสู่กับนาซี และหมายมั่นว่าจะรบให้ชนะ เช่นนี้แล้วเราก็ไม่มีข้ออ้างใดๆ ในทางกลับกัน เราหมายมั่นว่าจะต้องชนะตลาดค้าอวัยวะมนุษย์ในจีนให้จงได้
วิทยาการในปัจจุบันก้าวหน้ากว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเป็นอย่างมาก และเราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่าง ออสวิซ หรือ บูเชินวา เพื่อจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น หากมีคนกว่า 6000 คนถูกจับไป ซูเจี๋ยตั้น และไม่มีใครได้กลับออกมาจริงจะยากเพียงใดที่จะใช้ดาวเทียบสอดแนม สังเกตการเคลื่อนไหวเข้าออกค่ายแห่งนั้นเพื่อประเมินว่านั่นคือค่ายสังหาร
ปัจจุบันมีกฎหมายระหว่างประเทศจำนวนมาน ที่ออกมาหลังจากกรณีคดี นูเร็มเบิร์ก และมีการเฝ้าระวัง และกลไกป้องกันที่องก์การสหประชาชาติบังคับใช้เป็นจำนวนมากหลังเกิดเรื่องขึ้น เช่นนั้นแล้วมันยากเพียงใดที่จะเรียกร้องให้มีการตรวจสอบในระดับสากลต่อประเด็นเกี่ยวกับค่ายสังหารที่ยังมีอยู่ แล้วกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนจะมีไว้เพื่ออะไร
เราก็ไม่ได้ปฏิเสธมาโตยตลอดว่า ข้อมูลที่ให้มี “ความไม่สมบูรณ์” และ”ขาดหลักฐานพิสูจน์ที่เด่นชัด” ทำไมกับแค่ประเด็นด้านการขาดข้อมูลที่สมบูรณ์ถึงกับทำให้เกิดอุปสรรคต่อการตัดสินใจดำเนินการจากประชาคมโลก ในความเป็นจริง จดหมายของเขาถูกส่งไปแค่ระดับสื่อของจีน แต่สื่อตะวันตกกับเปิดเผยข้อมูลนี้แล้ว ทำไมประชาคมโลกเลือกปฏิบัติกับข่าวโรคซาร์ส และข่าวซูเจี๋ยตั้น ทั้งที่ทั้งคู่ต่างก็มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น
ใช่หรือไม่ที่ข่าวเกี่ยวกับซูเจี๋ยตั้นถูกมองว่า เป็นเรื่องของคนอื่นไม่เกี่ยวกับตน
หากนั่นไม่เพียงพอที่จะเผยให้เราเห็นด้านที่เห็นแก่ตัวแล้ว ลองคิดดูว่า หากซูเจี๋ยตั้นมีอยู่ทั่วไปไม่เพียงแต่ในประเทศจีน ไม่ว่าชาติประชาธิปไตย หรือประเทศอย่างเกาหลีเหนือ ซูดาน คิวบา ก็จะเกิดกระแสประท้วงอย่างใหญ่หลวง เพียงความกระหาย ในผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากจีน ทำให้ประเด็นซูเจี๋ยตั้นถูกมองข้ามในสายตาสากลโลก
“ความผิดที่เรานำมาประณาม และลงโทษนั้น เป็นความผิดที่ทำโดยไตร่ตรองไว้อย่างรอบคอบ เป็นความผิดอันเกิดจากเจตนาที่ต้องการทำร้าย และทำลายซึ่งอารยธรรมของมนุษย์ไม่อาจทนยอมรับการปฏิเสธนี้ได้ เนื่องจากอารยธรรมจะยอมให้เกิดการซ้ำรอยเช่นนี้อีก” จัสติส แจ็คสัน รู้ถึงผลของคดี นูเร็มเบิร์ก ว่าจะถูกมองข้ามเมื่อเข้ากล่าวปาฐกถา หากเขามีชีวิตอยู่ต่อจนเห็นความผิดพลาดหลังนูเร็มเบิร์ก เขาอาจจะไตร่ตรอง และดำเนินคดีนี้ในเป็นไปตามครรลองของสำนึกแห่งคุณธรรม และทราบถึงผลที่เขาทำจนทำให้ความผิดพลาดต่างๆเกิดขึ้น
หากต้องการเผยแพร่บทความ กรุณาติดต่อletter@falunhr.org
|